ญี่ปุ่นวิกฤต มีมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นแต่จำนวนนักเรียนลดลง

มกราคม 7, 2013 by: 0
Visit 1,906 views

                         

สำนักข่าว The Japan Times รายงานว่า Makiko Tanaka รัฐมนตรีศึกษาธิการของประเทศญี่ปุ่นได้ปฏิเสธการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่สามแห่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นจากการปรึกษาของคณะที่ปรึกษา แต่เธอก็กลับเปลี่ยนคำพูดของเธอในภายหลัง

News photo

การตัดสินใจของเธอมาจากเหตุผลที่ญี่ปุ่นจะมีมหาวิทยาลัยมากเกินไปกับความต้องการของนักเรียนที่มีอยู่ในประเทศ แต่ทั้งนี้เสียงวิพากษ์วิจารย์ก็มีมากขึ้นเมื่อเธอได้กลับคำอนุมัติในการเปิดมหาวิทยาลัยสามแห่งเพิ่มในญี่ปุ่นหลังจากหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2012

ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษายกย่องในการตัดสินใจของเธอที่ได้ปฏิเสธการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น และได้ยืนยันความเป็นจริงที่ว่าจะมีมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพทางการศึกษาที่รุนแรง

คำถามและคำตอบเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น

มีมหาวิทยาลัยจำนวนเท่าไหร่ในประเทศญี่ปุ่น ?

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2012 ทั้งประเทศญี่ปุ่นมีมหาวิทยาลัยอยู่ทั้งสิ้น 783 แห่ง เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 1992 ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเพียง 523 แห่ง จากทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ 86 แห่ง มหาวิทยาลัยสาธารณะ 92 แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชน 605 แห่ง และมีมหาวิทยาลัยของรัฐที่ยังดำเนินการอยู่ลดลงเหลือ 86 แห่ง จาก 100 แห่ง ในปีค.ศ. 2003 และมีมหาวิทยาลัยถูกผลักดันให้รับนักศึกษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ในปีค.ศ. 1992 ถึง ร้อยละ 51 ในปีค.ศ. 2010 ตามข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น

มีประชากรนักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่ในช่วงอายุใด ?

อัตราการเกิดที่ต่ำของประเทศทำให้มีส่วนที่เว้าแหว่งของประชากรหนุ่มสาว ซึ่งจำนวนประชากรอายุ 18 ปี อยู่ในจุดสูงสุดเมื่อปี ค.ศ. 1992 ด้วยจำนวน 2.05 ล้านคน ตามข้อมูลของกระทรวง แต่สถิติเมื่อปีค.ศ. 2010 ประชากรหนุ่มสาวได้ลดจำนวนลงเหลือ 1.22 ล้านคน เมื่อปีค.ศ. 2010 ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 40

ทุกมหาวิทยาลัยมีการลงทะเบียนของนักเรียนเต็มทุกมหาวิทยาลัยหรือไม่ ?

มีมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวน 264 จากมหาวิทยาลัยเอกชน 577 แห่ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 46 ปฏิเสธการลงทะเบียนเรียน จากข้อมูลเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2012 ของ The Promotion and Mutual Aid Corporation for Private Schools of Japan รวมถึงมีมหาวิทยาลัย 18 แห่ง ที่มีอัตราการผลิตบัณฑิตต่ำกว่ากำลังการผลิตร้อยละ 50

Aya Yoshida ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยวะเซดะ (Waseda University) มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของญี่ปุ่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยที่ถูกปฏิเสธการลงทะเบียนเรียนของนักเรียนส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็กที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ในบริเวณชนบท

มหาวิทยาลัยบางแห่งดิ้นรนเพื่อให้มีนักเรียนมาเรียนให้เต็มห้องเรียนโดยยอมรับทุกคนโดยไม่คำนึงถึงความสามารถทางวิชาการ นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ในขณะที่ Taiji Yamauchi ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการอุดมศึกษาญี่ปุ่นเรื่อง “fillers,” เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นทุกปีตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 และได้เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการศึกษาขั้นสูง เขาได้กล่าวว่า ในอนาคตมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นอาจจะไม่เป็นตัวเลือกของนักเรียนจีนมากขึ้นเพราะจะมีมหาวิทยาลัยในประเทศจีนและมหาวิทยาลัยในประเทศอื่นๆเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน อีกทั้งเขายังกล่าวว่า วันนี้นักเรียนจำนวนมากสามารถเรียนต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยได้เพียงแต่ว่ามหาวิทยาลัยจะไม่จู้จี้ จุกจิกเรื่องระเบียบการรับมากเกินไป

 


Taiji Yamauchi (นักเขียน นักการศึกษาคนดังของญี่ปุ่น)

Yamauchi ยังได้แสดงเรื่องประหลาดใจว่า “มีนักเรียนมหาวิทยาลัยจำนวนมากที่ไม่ทราบวิธีการคูณ ทุกคนควรรับทราบปัญหาในเรื่องนี้”

ทำไมมหาวิทยาลัยจึงมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งๆที่มีจำนวนนักเรียนที่ลดลง ?

ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษากล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีรากฐายของมาตรฐานในการศึกษาที่ต่างกัน รัฐบาลพยายามที่จะระงับการเปิดมหาวิทยาลัยเอกชนใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี ค.ศ. 1970 ตามการประกาศของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อปีค.ศ. 2003 ในสมัยของนายกรัฐมนตรี Junichiro Koizumi มีการผ่อนคลายกฎระเบียบดังกล่าวเพื่อความง่ายต่อการก่อตั้งขึ้น

ตัวอย่างเช่นการที่รัฐบาลยกเลิกระเบียบเกี่ยวกับการศึกษาภาษาต่างประเทศและวิชาทางการศึกษาภาคบังคับ โดยผู้เชี่ยวชาญยังบอกว่ารัฐบาลท้องถิ่นยังมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาคนหนุ่มสาวให้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยมากขึ้นโดยการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่องค์กรเอกชนเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยใหม่

“มีนักเรียนมัธยมจากโรงเรียนของคนรวยในชนบทออกจากบ้านเกิดเพื่อไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยชั้นนำในเมือง ในการหยุดเรื่องดังกล่าวจึงมีการเชิญชวนให้มีการจัดตั้งโรงเรียนเอกชนและมหาวิทยาลัยท้องถิ่นเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีความนิยมลดลงของวิทยาลัยการศึกษาสามปี (tanki daigaku) และมีการบังคับให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวเปิดการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีการเรียนการสอนสี่ปีเพื่อดึงดูดนักศึกษาให้เข้ามาเรียนมากขึ้น และนั้กเรียนหญิงจากวิทยาลัยสามปีส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะให้วิทยาลัยเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อโอกาสในการหางานทำของพวกเธอมากขึ้น” Yamauchi กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์ Yoshida จากมหาวิทยาลัยวะเซดะกล่าวว่า มีนักเรียนออกจากวิทยาลัยสองปีไปเรียนมหาวิทยาลัยหลักสูตรสี่ปีมากขึ้น เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดหลายวิทยาลัยต้องการเป็นมหาวิทยาลัยหลักสูตรสี่ปี

จากขึ้มูลของกระทรวงศึกษาธิการ มีมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 783 แห่งในปีค.ศ. 2012 จาก 523 แห่งในปีค.ศ. 1992 และในช่วงดังกล่าวมีวิทยาลัยสามปี 591 แห่งเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยถึง 372 แห่งทีเดียว

มีมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ 32 แห่งนับตั้งแต่ปีงบประมาณค.ศ.2009 ซึ่งรวมทั้งมหาวิทยาลัยอีกสามแห่งที่รัฐมนตรีทานากะ อนุมัติเปิดในช่วงวันที่ 15 พฤศจิกายน ปีค.ศ.2012 หรือเปรียบเป็นร้อยละ 47 ของอดีตวิทยาลัยสองปีที่ปรับเปลี่ยนแปลงตนเองเพิ่มขึ้น

นักการศึกษา Yamauchi กล่าวว่า “เหตุผลที่ดีที่สุดที่อยู่เบื้องหลังของการเติบโตของมหาวิทยาลัยก็คือ “งาน” เมื่อคุณคิดว่าคุณจะได้รับอนาคตที่ดีกว่า คุณก็ควรเลือกไปที่มหาวิทยาลัย”

วิธีการและกระบวนการอนุมัติมหาวิทยาลัยทำอย่างไร ?

กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นให้เหตุผลว่า “การตัดสินใจครั้งสุดท้ายอยู่ในมือของรัฐมนตรี แต่ก่อนหน้านั้นโรงเรียนผู้สมัครต้องได้รับการตรวจสอบโดยที่ปรึกษาภายใต้การควบคุมจากกระทรวงฯ โดยการสัมภาษณ์การปฏิบัติงาน การดำเนินงานบนเว็บไซต์เพื่อวัดตามมาตรฐานของรัฐบาลสำหรับเรื่องหลักสูตรที่จะเปิดสอน คณาจารย์ สถานะทางการเงินของสถาบัน และความต้องการอื่นๆทางกายภาพ ซึ่งมีระยะเวลาประเมิน 8 เดือน การจัดตั้งต้องประกอบด้วยคณะเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยจำนวน 21 คน และสมาชิกองค์กรอีก 29 รายด้วยกัน”

Yamauchi กล่าวว่า เกณฑ์การก่อตั้งมหาวิทยาลัยค่อนข้างง่ายต่อผู้สมัครที่ต้องการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ตามข้อมูลของกระทรวงที่ผ่านมาไม่มีผู้ได้รับการปฏิเสธในการจัดตั้งในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา

กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น ได้มีมาตรการใหม่ๆที่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2012 ?

ใช่ กระทรวงศึกษาธิการมีการจัดตั้งกลุ่มศึกษาเพื่อหารือเกี่ยวกับเกณฑ์ที่เพิ่มขึ้นที่กำลังดำเนินการอนุมัติ จะสรุปผลในสิ้นปีและจะเริ่มบังคับใช้ต้นปี 2013

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ Yoshida จาก มหาวิทยาลัยวะเซดะ กล่าวว่า เพียงเกณฑ์ใหม่ข้างต้นจะไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้นได้ เนื่องจากมีผู้สมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัยใหม่น้อยลง และแนวโน้วคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งในปีงบประมาณค.ศ. 2004 มีการผ่อนคลายมาตรฐานในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยและกระทรวงศึกษาธิการยังได้ตั้งระบบการรับรองการตรวจสอบคุณภาพทางการศึกษา ของมหาวิทยาลัยทุกๆเจ็ดปี

“มีมหาวิทยาลัยมากกว่า 700 แห่งในญี่ปุ่นที่มีมาตรฐานทางการศึกษาแตกต่างกันไป ดังนั้นควรจะมีระบบที่ดีที่จะตรวจสอบคุณภาพของพวกเขา ตราบใดที่โรงเรียนเหล่านั้นจะอยู่ในฐานะ “มหาวิทยาลัย” “ 

แปล/เรียบเรียง : ต้นซุง eduzones

ขอบคุณข้อมูล : The Japan Times


About Auther : ต้นซุง Eduzones  (609 Posts)

International Education Columnist, Webmaster, Correspondent


Share this Story

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Translation

Englishภาษาไทย

คำค้น